ประวัติเงินตราและเหรียญกษาปณ์ไทย

5 Jan
ชื่อ นายกันต์ณภพ จารุเกียรติภิญโญ เลขที่ 30 ม.5 ห้อง 937
ส่ง อาจารย์ประพิศ ฝาคำ
งานวิชาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ

ที่มาเหรียญกษาปณ์

วิวัฒนาการของการแลกเปลี่ยนสินค้า ในปัจจุบันนี้ถือได้ว่ามี 3 ระยะนั่นคือ การแลกเปลี่ยนสินค้าโดยตรง (Barter System) คือ การนำเอาผลผลิตมาแลกเปลี่ยนกันโดยตรง เช่น นำไข่ไปแลกกับข้าวสาร เป็นต้น  แต่ระบบนี้มีปัญหาตรงที่ควรจะแลกขนาดไหน เช่น ถ้าข้าวสารจำนวนเท่านี้ ควรจะแลกไข่ได้เท่าใด จึงเกิด การแลกเปลี่ยนสินค้าโดยใช้เงินเป็นสื่อกลาง (Money System) คือ การใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้านั่นเอง เช่น เงิน 20 บาท สามารถซื้อสมุดได้ 1 เล่ม เป็นต้น ต่อมาเมื่อมีการซื้อขายสินค้าเป็นจำนวนมาก หรือผู้ซื้อยังมีเงินไม่เพียงพอต่อการแลกเปลี่ยนขณะนั้น จึงมีการแลกเปลี่ยนซึ่งต้องใช้ความไว้วางใจต่อกันและกัน นั่นคือ การแลกเปลี่ยนสินค้าโดยใช้สินเชื่อหรือเครดิต (Credit System) เช่น การเช่าซื้อ(ผ่อนส่ง) การใช้เช็ค บัตรเครดิต เป็นต้น ทั้งสองอย่างหลังถือเป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าทางอ้อม สุดท้ายในการค้าสมัยใหม่นี้จึงเกิดการแลกเปลี่ยนที่เรียกว่า การค้าแบบหักบัญชี (Account Trade) ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าโดยการผสมผสานการแลกเปลี่ยนสินค้าทั้งสามแบบเข้าด้วยกัน

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าเหรียญกษาปณ์ เกิดขึ้น ในวิวัฒนาการระยะที่สองคือ การแลกเปลี่ยนสินค้าโดยใช้เงินเป็นสื่อกลาง (Money System) นั่นเอง

วิวัฒนาการเหรียญกษาปณ์ไทย

          ในช่วงแรกของการแลกเปลี่ยนสินค้าโดยใช้เงินเป็นสื่อกลางนั้น ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ในสมัยอาณาจักรฟูนัน และสืบต่อมาในสมัยอาณาจักรทวารวดี และศรีวิชัย แต่ละยุคสมัยมีการปรับเปลี่ยนกันขึ้นมามีอำนาจ และมีการทำเงินตรารูปแบบต่าง ๆ ขึ้นมาใช้ในยุคของตน

จวบจนถึงสมัยอาณาจักรสุโขทัยต่างก็ยังไม่ได้ใช้เหรียญกษาปณ์ หากแต่ยังใช้สิ่งของอย่างอื่นในการแลกเปลี่ยน ซึ่งหาได้ หรือทำได้ง่ายๆ เช่น เงินพดด้วง(เงินคดด้วง หรือเงินกลม) ดัดแปลงมาจากเงินขอม(เงินแท่ง) และมอญ(เงินเหรียญ)  หอยเบี้ย นอกเหนือจากนั้น ยังมีการใช้เงินตราแลกเปลี่ยนกันภายนอกประเทศ หรือมีอิทธิพลจากต่างชาติอีกด้วย เช่น เงินลานนา-เงินอานม้า เป็นเงินจีนนิยมใช้กันแถบยูนาน และใช้กันลงมาถึงภาคเหนือของไทย ใช้เงินพดด้วงจนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 กรุงรัตนโกสินทร์

และสุดท้ายหลังจากรัชกาลที่ 4 จึงใช้เริ่มใช้เหรียญกษาปณ์นั่นเอง

This slideshow requires JavaScript.

สมัยอาณาจักรฟูนันหรือพนม  เงินตราสมัยอาณาจักรฟูนันหรือพนม ใช้ในบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออกของประเทศไทยคลุมตลอดไปจนถึงทางตอนใต้ลุ่มแม่น้ำโขง มีการใช้เหรียญเงินรูปอาทิตย์อุทัยแบบเดียวเป็นเงินตราที่สำคัญ 3 ขนาด ในประเทศไทยมีการขุดพบเหรียญเงินฟูนันที่จังหวัดปราจีนบุรี ชลบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี และลพบุรี เป็นจำนวนมาก และพบตลอดลงไปจนถึงในภาคใต้ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่เป็นชนิดทำด้วยดีบุก ด้วยการหล่อจากแม่พิมพ์ เงินตราฟูนันมีลักษณะเป็นเหรียญเงินกลมแบนมี 3 ขนาด ด้านหนึ่งภายในวงกลมชั้นในเป็นรูปอาทิตย์อุทัยครึ่งดวงแผ่รัศมีโดยรอบ คั่นด้วยจุดไข่ปลา ส่วนวงกลมชั้นนอกประดับด้วยจุดไข่ปลาโดยรอบเช่นกัน อีกด้านหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ศรีวัตสะ(รูปสัญลักษณ์มงคลเกี่ยวกับคติความเชื่อในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู) ด้านบนเป็นพระอาทิตย์และพระจันทร์ มีสวัสดิกะและภัทรบิฐ(แท่นสําหรับเทพบดี หรือพระราชาประทับ)ขนาบที่ด้านข้าง ด้านล่างสุดเป็นจุดกลม 3 จุด

ทวารวดี

สมัยอาณาจักรทวารวดี  เงินตราสมัยอาณาจักรทวารวดีซึ่งใช้ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลาง บริเวณจังหวัดนครปฐม ใช้เหรียญเงินเป็นเงินตราสำคัญ มีอยู่หลายขนาดและรูปแบบที่แสดงถึงการนับถือพระพุทธศาสนา มีการใช้เหรียญทองคำเช่นกัน ระบบการผลิตเหรียญเงินยังคงเป็นระบบการตอกตรา จึงทำให้เหรียญมีลักษณะโค้งแบบก้นกระทะ นอกจากเหรียญที่เป็นเงินตราแล้ว ยังผลิตเหรียญที่มีตัวอักษร ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเหรียญที่ระลึกอีกด้วย เงินตราทวารวดีมีลักษณะเป็นเหรียญกลมมีทั้งชนิดเนื้อทองคำและเนื้อเงิน มีหลายรูปแบบและขนาด ส่วนมากประทับตราสังข์ล้อมด้วยจุดไข่ปลา อีกด้านหนึ่งเป็นรูปปราสาท มีวิวัชระอยู่ภายใน ประกอบด้วยแส้และขอช้างที่ด้านข้าง มีพระอาทิตย์ พระจันทร์อยู่ด้านบน มีปลาหรือน้ำอยู่ด้านล่าง มีเหรียญอีกกลุ่มหนึ่งที่มีข้อความเป็นอักษรสันสกฤตโบราณว่า ศรีทวารวดี ศวรปุณยะ แปลว่าบุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี และบางเหรียญมีข้อความว่า ศรี สุจริตวิกรานต แปลว่าวีรบุรุษผู้สุจริตอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นรูปแม่วัวลูกวัว กาลาสะหรือบูรณกลศ ธรรมจักร สังข์ กวาง

This slideshow requires JavaScript.

สมัยอาณาจักรศรีวิชัย เงินตราสมัยอาณาจักรศรีวิชัย นิยมใช้ในเมือง ได้แก่ เมืองไชยา นครศรีธรรมราช ตลอดลงไปจนถึงเมืองปาเล็มบังในเกาะสุมาตรา มีการค้าทางทะเลเป็นสำคัญ อาณาจักรนี้ใช้เหรียญที่ผลิตจากโลหะทองคำ เงิน และอิเล็กตรัม ประทับตรา ดอกจัน ด้านหน้า อีกด้านหนึ่งมีอักษรสันสกฤตคำว่า วร เรียกว่า เงินดอกจัน มีลักษณะเหมือนเหรียญเงินของชาวลิเดีย อาณาจักรต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังอาณาจักรในยุคแรกที่ผลิตเหรียญขึ้นใช้นั้น แม้ว่าต่างก็มีระบบเงินตราเป็นของตนเองทั้งในแหลมมลายู สุมาตรา และชวา ก็ตาม แต่ก็ยังคงแสดงถึงอิทธิพลการออกแบบที่มาจากอารับ อินเดีย และจีน ซึ่งเดินเรือเข้ามาติดต่อค้าขายด้วย เหรียญเงินกลมมีตราดอกจันรูปสี่เหลี่ยมประทับไว้ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นอักษรสันสกฤตโบราณคำว่า วร แปลว่า ประเสริฐ เงินตราศรีวิชัยมีทั้งเนื้อเงิน ทอง และอิเล็กตรัมและมี 3 ขนาดเช่นกัน โดยที่ยังไม่พบเงินตราในรูปแบบอื่น จึงเชื่อว่าอาณาจักรแห่งนี้ผลิตเงินตราขึ้นใช้เพียงแบบเดียว

This slideshow requires JavaScript.

สมัยอาณาจักรสุโขทัย ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ช่วงรัชกาลที่ 1-3  ใช้ เงินพดด้วง ซึ่งนับเป็นเงินตราไทยโดยแท้ พดด้วงที่ใช้ในรัชสมัยนี้มีลักษณะเป็นก้อนกลม ทำด้วยโลหะเงิน ปลายขางอเข้าหากันเป็นปลายแหลม มีรูขนาดใหญ่ระหว่างขา มีตราประทับเพื่อแสดงถึงแหล่งผลิตตั้งแต่ 1 ตรา ไปจนถึง 7 ตราส่วนใหญ่ตราที่พบได้แก่ ตราราชสีห์ ช้าง หอยสังข์ ธรรมจักร บัว กระต่าย และราชวัตร นอกจากนี้ ยังพบว่าในสมัยสุโขทัยมีการนำโลหะชนิดอื่นซึ่งไม่ใช่โลหะเงิน เช่น ดีบุก ตะกั่ว สังกะสี มาหลอมให้มีลักษณะคล้ายพดด้วงแต่มีขนาดใหญ่กว่า เรียกแตกต่างกัน เช่น พดด้วงชิน เงินคุบ เงินชุบ หรือเงินคุก รวมทั้งการใช้เบี้ยเป็นเงินปลีกสำหรับแลกเปลี่ยนสินค้าราคาต่ำด้วย

          ซึ่งในช่วงใช้เงินพดด้วงนี้สามารถแยกได้หลายช่วง คือ ช่วงอาณาจักรสุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1-3 แต่ละช่วง เงินพดด้วงจะต่างกันเล็กน้อย อาจจะตรงที่ลวดลายที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย หรือขนาดเล็กลงเพื่อความกะทัดรัดและใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น

สมัยรัชกาลที่ 4 ถึงปัจจุบัน ใช้เหรียญกษาปณ์ สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การค้าระหว่างไทยกับต่างประเทศได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงประสบปัญหาการผลิตพดด้วงไม่ทันต่อความต้องการและมีผู้ทำปลอมกันมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้แก้ไขโดยให้ผลิตเงินกระดาษ เรียกว่า หมาย อันเป็นจุดกำเนิดของธนบัตรไทยในภายหลัง

ในปี พ.ศ. 2400 สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักรได้จัดส่งเครื่องผลิตเหรียญกษาปณ์ขนาดเล็กเข้ามาถวายเป็นราชบรรณาการ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำเหรียญกษาปณ์จากเครื่องจักรขึ้นเป็นครั้งแรก เรียกกันว่า เหรียญบรรณาการ ต่อมาเลิกใช้เพราะผลิตได้น้อย และเครื่องผลิตเหรียญกษาปณ์แรงดันไอน้ำมาใหม่ จึงโปรดให้สร้างโรงงานผลิตเหรียญกษาปณ์ขึ้นที่หน้าพระคลังมหาสมบัติ ในพระบรมมหาราชวัง พระราชทานนามว่า “โรงกระสาปน์สิทธิการ” เงินเหรียญชุดแรกที่ผลิตจากเครื่องจักรนี้ มีลักษณะคล้ายกับเหรียญชุดบรรณาการและให้ใช้ควบคู่ไปกับพดด้วง แต่ห้ามไม่ให้ผลิตพดด้วงเพิ่มขึ้นอีก

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการประกาศยกเลิกการใช้พดด้วงทุกชนิดราคา

ในสมัยรัชกาลที่ 9 มีการผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนรุ่นแรกออกใช้ และยังมีการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกขึ้นในโอกาสและเหตุการณ์สำคัญ ๆ ซึ่งสามารถชำระเงินได้ตามกฏหมาย

ที่มา : 

http://www2.bot.or.th/museum/thai/money/desc.asp?PoID=4

http://emuseum.treasury.go.th/

http://th.wikipedia.org/wiki/ประวัติศาสตร์หน่วยเงินในประเทศไทย

 

One Response to “ประวัติเงินตราและเหรียญกษาปณ์ไทย”

  1. Mongkon naktham December 30, 2014 at 1:40 pm #

    มีความรู่เเละเป็นประโยชน์มากเลยครับ
    ขออณุญาติแชร์ภาพและข้อความเพื่อใช้เผยแพร่ความรู้ดว้ยนะครับ.ขอบคุณครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: